ใครบ้างที่เสี่ยงจะเป็นโรค IBD ?

พันธุกรรม

IBD เป็นโรคที่ซับซ้อนอันเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างยีนของบุคคลและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดถึงบทบาทของพันธุกรรมใน โรค IBD การศึกษาชี้ว่าผู้ป่วยราวร้อยละ 5-20 มีญาติลำดับแรก (พ่อแม่ ลูก หรือพี่น้อง) ที่มีโรคอย่างใด อย่างหนึ่ง เด็กที่มีพ่อแม่เป็น IBD มีความเสี่ยงต่อการเกิด IBD สูงกว่าประชากรทั่วไป โดยมีความเสี่ยงในการเป็นโรคโครห์น (Crohn's disease) สูงกว่าโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (ulcerative colitis) ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อทั้งพ่อและแม่ต่างก็เป็น IBD โดยมีการศึกษาหนึ่งพบการเกิด IBD ในร้อยละ 36 ของกลุ่มตัวอย่างซึ่งมีทั้งพ่อและแม่เป็น IBD

แม้เราทราบดีว่าพันธุกรรมเป็นปัจจัยหนึ่ง แต่กลไกของพันธุกรรมที่นำไปสู่การเกิดโรคยังไม่มีข้อมูลชัดเจน เป็นไปได้ว่ายีนที่นำไปสู่การเกิดโรคอาจมีมากกว่าหนึ่งยีนขณะเดียวกันการมียีนที่สัมพันธ์กับ IBD ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดโรคเสมอไป เพียงแต่มีแนวโน้มการเกิดโรคที่สูงขึ้น และการเกิดโรคได้นั้นจะต้องมีปัจจัยร่วมด้วยเช่น ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

ที่ผ่านมามีการระบุยีนและการกลายพันธุ์ของยีนที่เกี่ยวข้องกับ IBD เช่น การกลายพันธุ์ในยีน NOD2/CARD15 สัมพันธ์กับการเกิดโรคโครห์น คาดว่าราวร้อยละ 20ของผู้ป่วย IBD ในภูมิภาคอเมริกาเหนือและยุโรป อาจมีการกลายพันธุ์ของยีนดังกล่าว

แม้การตรวจทางพันธุกรรมสามารถทำได้แต่ก็ยังไม่รวมอยู่ในกระบวนการวินิจฉัยสำหรับ IBD เนื่องจากหลายคนที่มียีนดังกล่าวก็ไม่เคยเกิด IBD การตรวจทางพันธุกรรมจึงเป็นเพียงการระบุความเสี่ยง IBD ในแต่ละบุคคล แต่ไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิด IBD หรือไม่

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม

ที่ผ่านมามีการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด IBD แต่ยังไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อ IBD ต่อไป อย่างไรก็ตามพบว่าปัจจัยบางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องกับ IBD ได้แก่

การสูบบุหรี่ : ผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงต่อโรคโครห์นสูงกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ แต่น่าประหลาดใจว่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลำไส้อักเสบเป็นแผลเรื้อรังลดลงในผู้ที่สูบบุหรี่เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่เลย อย่างไรก็ดีประโยชน์จากบุหรี่ในผู้ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเป็นแผลเรื้อรังก็ไม่คุ้มกับอันตรายต่อสุขภาพจากการสูบบุหรี่(เช่น มะเร็งและโรคหัวใจ)

ยาต้านจุลชีพ : อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด IBD

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น aspirin, ibuprofen, naproxen : อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด IBD และอาจเป็นสาเหตุให้อาการของโรคกำเริบ

การตัดไส้ติ่ง : เด็กที่ผ่านการตัดไส้ติ่งมีโอกาสเกิดโรคลำไส้อักเสบเป็นแผลเรื้อรังน้อยลง แต่มีความเสี่ยงสูงขึ้นต่อการเกิดโรคโครห์น ทั้งนี้ในมุมมองด้านเศรษฐศาสตร์การตัดไส้ติ่งในผู้ป่วยที่เกิดไส้ติ่งอักเสบรุนแรงหลายครั้งยังคงถือว่าคุ้มค่า

อาหาร : ชนิดของอาหารไม่มีผลต่อการกระตุ้นให้เกิด IBD แต่อาหารบางชนิดอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นในผู้ป่วยบางคน อาหารมีบทบาทสำคัญในโรคโครห์นและโรคลำไส้อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจผลกระทบจากอาหารต่อโรคดังกล่าว

ที่มา
https://www.crohnscolitisfoundation.org/sites/default/files/2019-02/Updated%20IBD%20Factbook.pdf